Complicated

posted on 28 Aug 2009 13:51 by minee  in Flying
28 สิงหาคม 2552, เวลา 11:37 น.

เข้ามาอัพเดทชีวิต หลังจากที่ทิ้งนานเกือบเดือน เข้ามาทีไรต้องมีเรื่องมาบ่นในนี้ประจำ เบื่อชีวิตตัวเองเหมือนกัน เหมือนจะดี แต่ก็ไม่ได้ดีเสียทั้งหมด แต่ก็ไม่ถึงกับแย่มากๆ จนเรารับไม่ได้ แค่รู้สึกว่าเราทำอะไรแบบนี้ซ้ำๆ มานานมากไปหรือเปล่า? เท่านั้นเอง

หลังจากที่คุณสามีขึ้นมาหาหลังวันครบรอบแต่งงานเมื่อวันที่ 4 ที่ผ่านมา (จะมาทำไมเนี้ย? ไม่ได้ออกไปฉลองอะไรกันเลย) ขึ้นมาอยู่ได้แค่อาทิตย์กว่าๆ มีเหตุให้ต้องกลับบ้านด่วน ย่าของมินีเสียกระทันหัน มินีกลับไปหาท่านไม่ทัน ก่อนที่จะกลับ งานก็ยุ่งมากๆ มีปัญหายุ่งๆ จนมินีอยากจะกรี้ดดดดออกมาดังๆ เลย จะอะไรกับฉันหนักหนาเนี้ย!!!!!!! แล้วเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

15 สิงหา 2552 ณ สนามบินสุวรรณภูมิ

มีงานที่สุวรรณภูมิค่ะ รับ services เครื่อง private jet เหมือนเคย วันนั้นงานราบรื่นดี ผู้โดยสารเป็นชาติซาอุดีฯ ให้ทริปหนักใช่ได้ ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีอย่างน่าแปลกใจ โดยปรกติมันจะมีอะไรนิดๆหน่อยๆ ที่ต้องให้เราแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่นี้ไม่มีเลยก็ว่าได้ (เราไม่ได้เอะใจอะไร ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด)

และแล้ว วันที่ 17 สิงหา 2552 ณ ออฟฟิตดอนเมือง มินีนั่งทำงานกึ่งหลับกึ่งตื่น ง่วงมาก เพราะมีงานเช้าทุกวัน ช่วงบ่าย ประมาณบ่าย 3 โมงกว่าๆ มินีได้รับโทรสับจากเจ้าหน้าที่เป็น agent ของเราที่สุวรรณภูมิว่าเครื่องบินของลูกค้ามินีที่บินเข้ามาเมื่อวันที่ 15 ที่ผ่านมา โดนรถลากกระเป๋าไถลมาชนปีกซะงั้น!! เอาละสิ งานเข้าแล้วกู มินีพยายามติดต่อนักบิน แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้เลย มินีกับน้องผึ้งเลยต้องไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน แล้วก็สั่งห้ามอย่าเพิ่งเคลื่อนย้ายอะไรทั้งสิ้น จนกว่ามินีจะไปถึง เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเกิดฝนตกหนักมาก ลมที่สนามบินแรงสุดๆๆ จนทำให้ dolly รถลากตู้กระเป๋าสินค้าของการบินไทยไถลมาชนปีกด้านขวา เสียหายเยอะเหมือนกัน แต่เขาไม่มีช่างเครื่องบินมาด้วย เลยต้องหาช่างที่มี type เดียวกันนี้มาดูและประเมิณว่าเครื่องสามารถบินกลับตามสเก็ตเดิมได้หรือป่าว มินีกลับมาที่ออฟฟิตดอนเมือง พยายามติดต่อนักบิน สุดท้ายก็เจอ แล้วอธิบายให้กับเขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง...แล้วก็ไปรับเขาที่โรงแรมตอนทุ่มกว่าๆ ไปที่เกิดเหตุอีกครั้ง ดีครูนกมาช่วย ก็เบาใจขึ้นเยอะนะ แต่แอบน้อยใจว่าคนที่เกี่ยวข้องจริงๆ ไม่เห็นจะช่วยอะไรเราเลย ทางการท่าฯ อากาศ ก็พยายามให้มินีเซ็นเอกสารให้ได้ แต่มินีไม่เซ็นอะไรทั้งสิ้น ถ้าจะเซ็นก็ต้องเป็นเจ้าของเครื่อง ไม่ใช่มินี ต่างฝ่ายต่าง protect ตัวเอง คู่กรณีก็พยายามจะไม่ยอมเซ็นอะไรทั้งนั้น เจ้าของสถานทีก็ไม่ยอมรับผิดชอบอะไร บอกว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ภัยธรรมชาติ แต่ในความคิดของมินีนะ เครื่องจอดอยู่ที่พื้นที่รับผิดชอบของคุณ คุณเก็บค่าจอดพักแรม ไม่ใช่ถูกด้วยนะ แต่เวลาเกิดเหตุอะไรเนี้ย อย่างน้อยๆๆ ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหน่อย ช่วยประสานงานอะไรให้หน่อยก็ได้ แต่นี่คุณไม่อะไรเลย ให้เราดำเนินการเองหมด เมืองไทยเป็นแบบนี้ แล้วเครื่อง private ต่างชาติจะไว้ใจบินเข้ามาเมืองไทยอีกมั้ย??? คืนแรกมินีกลับถึงบ้านเที่ยงคืน เหนื่อยจากการทำงานมากแล้วนะ เจอหน้าคุณสามี แทนที่มันจะเห็นใจเรา กลับมาหาเรื่องทะเลาะ พูดจาเหน็บเราว่า กลับมาทำไหมล่ะ ไม่กลับเอาเช้าเลย เขาบอกว่า เขาไม่ไหวแล้วนะที่มินีต้องทำงานกลับบ้านแบบนี้ แถมยังพูดว่า เขาจะเอามินีออกจากงานที่ทำอยู่นี่ให้ได้ เขาให้เหตุผลว่าหัวหน้าที่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้ยังมาโยนงานนี้ให้มินี มินีก็น่าจะคิดได้แล้วว่า มันเป็นที่ที่ไม่ควรอยู่แล้ว!! จริง มินียอมรับว่า งานบางอย่างมินีจะต้องเป็นคนรับตลอด ซึ่งบางทีมันควรจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในการตัดสินใจมากกว่ามินี เราเป็นเสมือนแค่พนักงานธรรมดา เราไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องบ้างเรื่องได้ เกิดมินีทำอะไรลงไป เช่น ถ้ามินียอมเซ็นเอกสารที่เขาให้เซ็นแบบง่ายๆ บริษัทอาจจะต้องรับผิดชอบอะไรที่มันใหญ่หลวงมากๆ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ความผิดเรา จริงที่เขาเป็นผู้ค้า มัน complicated สุดๆๆ

มินีสัญญากับสามีไว้แล้วว่า ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่มินีจะเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้ เหตุการณ์ที่พูดถึงนี้ คือ การที่คนคนนึงที่มีหน้าที่ต้องมารับรู้ ดำเนินการ ช่วยเหลือ มีอำนาจพอสมควร แต่ไม่ทำ แล้วโยนให้คนคนนึงที่ไม่ได้มีอำนาจต่อรองอะไรเลย แต่ช่วยเหลือได้เท่าที่ช่วยได้เท่านั้น มารับผิดชอบแทน มินีก็ไม่เอาอีกแล้ว ถ้ามันยังเป็นแบบนี้ มินีคงต้องหางานใหม่แล้ว เพราะลึกๆ แล้วก็ไม่ไหวเหมือนกัน รักในสิ่งที่ทำอยู่นะค่ะ แต่ขอบเขตของมัน ทุกคนก็ต้องให้ความเคารพบ้าง มินีไม่เคยที่คิดอาเปรียบใคร อะไรที่เป็นงานเรา เราก็ทำจนจบ อะไรที่ทำไม่เป็นก็ถามคนอื่น โดยไม่คิดจะอาย บางทีถามข้ามบริษัทกัน ก็ไม่คิดว่าเขาจะหาว่าเราโง่ ก็เราไม่รู้จริงๆ หนิ จะว่าเราโง่ เราก็ไม่โกรธ เพื่อนๆ ว่าจริงมั้ย?

ส่วนปลายปีก ใกล้กับ NAV Light หัก

Towbar ไปค้ำปีกเครื่อง เกิดรอยยาวพอสมควร ต้องทำการตรวจสอบว่าภายในปีกเกิดรอยร้าวหรือป่าว

ที่นี่อาจจะพยายามสอนให้เราเป็นผู้ใหญ่ แต่บางทีมินีรู้สึกว่า เขาข้ามขั้นตอนบางอย่างไปหรือป่าว? อย่างที่บอก มัน complicated จริงๆ

18 สิงหาคม 2552 ณ สนามบินสุวรรณภูมิ

นักบินนัดมินีให้ไปรับเขาที่โรงแรมตอน 9 โมงเช้า มินีขอเลื่อนเป็น 10 โมง เพราะไปไม่ทันจริงๆ รับเขาเสร็จก็มุ่งหน้าไปที่สนามบินทันที แจ้งให้เจ้าหน้าที่การบินไทย คู่กรณี แจ้งของควาช่วยเหลือช่าง type ของเครื่องลำนี้กับอีกบริษัทนนึง ให้มาเจอกับนักบิน แล้วหาข้อสรุปว่าจะสามารถทำอะไรให้เขาได้บ้าง

ข้อดีและข้อเสียของระบบ ISO เนี้ย มินีว่ามันมีพอๆ กัน ข้อดีคือ ทุกอย่างจะทำอะไรเนี้ย มันมีหลักฐาน เป็นลายลักษณ์อักษรดี ง่ายต่อการตรวจสอบ ข้อเสีย คือ ช้า ทุกอย่างจะต้องเป็นขั้น เป็นตอน เอาง่ายๆ เลยนะ สมมติว่า เครื่องบินส่วนตัวของเราเนี้ยเกิด accident ที่ต่างประเทศ แต่ยังไงเราก็ต้องทำให้เครื่องนั้นบินตามตารางให้ได้ เราติดต่อบริษัทที่เป็นคู่กรณีให้ช่วยมาซ่อม หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่บริษัทนั้นบอกว่าคุณต้องทำหนังสือถึงนายผม แล้วนายของผมจะส่งเรื่องตามขั้นตอน กว่าจะลงเอย หรือสรุปว่าจะซ่อมให้ หรือไม่นั้น ต้องใช่เวลาเป็นวันๆ เป็นใครก็คนจะเดือด เพราะสาเหตุที่เกิด accident นั้นก็เกิดจากบริษัทของคุณนั้นแหละ นี่ก็ Complicated อีกเหมือนกัน 

กว่าที่ทางการบินไทยจะยอมส่งคนมาทำ NDT ตรวจสอบรอยร้าวข้างในปีก เล่นเอาเย็นเลย ทั้งๆ ที่เรามากันตั้งแต่เช้า สรุป ไม่มีรอยร้าวที่ปีกแต่อย่างใด แล้วมาหาข้องสรุปที่ส่วนที่หักนี้สามารถซ่อมได้มั้ย นักบินได้รับการคอนเฟริมว่า ส่วนที่หัก ถ้าสามารถซ่อมให้มันแข็งแรงได้ ก็ไม่มีผลต่อการบินแต่อย่างใด อืม!! ดีแล้ว แต่กว่าจะสรุปได้ทั้งหมด ทุกอย่างเสร็จเอาตอน 3 ทุ่มกว่าๆ มินีๆไม่ได้อยู่รอจนเสร็จ เพราะไม่ไหวแล้ว ขืนกลับบ้านดึกอีกล่ะก็ มีหวังเป็นม่ายเอาได้ง่ายๆ ช่างการบินไทยทำจนเสร็จ โดนมีช่างของเรา พี่ทัชอยู่กับเขาด้วย นักบินก็ไม่รอ เพราะ crew rest ของเขาจะไม่พอเอา มินีกลับถึงบ้าน 2 ทุ่มครึ่ง อาบน้ำนอน หมดแรง นอนเหมือนคนตายเลย ตั้งใจว่าจะนอนให้เยอะสุดๆ ตื่นมันให้สายไปเลย แต่ก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจนได้

19 สิงหาคม 2552 เวลา 05:45น. ณ คอนโดที่พัก

พ่อมินีโทรมาบอกว่า ย่าอาการหนักให้กลับบ้านด่วน มินีกระโดลุกจากที่นอน นั่งหาตั๋วกลับบ้าน ส่งเมจเสซให้น้องชายที่สวีเดน แล้วก็ส่งให้พี่สาวที่ออสเตรเลีย รู้ว่าย่าอาการหนัก  หลังจากนั้น 30 นาทีต่อมา พ่อโทรมาบอกว่าย่าเสียแล้ว มินีปล่อยโห่ กอดสามีร้องไห้เลย แล้วก็ต้องส่งเมจเสซบอกพี่กับน้องอีกครั้งว่า ย่าจากเราไปแล้ว เขาไม่รอมินี มินีกำลังจะกลับไปหาเขาแล้ว ได้ตั๋วตอน 11.45 แต่ต้องลงที่หาดใหญ่ แล้วก็ต้องต่อรถไปนราธิวาสอีก 3 ชั่วโมง ระหว่างทางร้องไห้ ตาบวม สามีบอกให้ใส่แว่นตาดำซะ ตาบวมมาก กลับถึงบ้านก็เย็นมากแล้ว ทุกอย่างถูกจัดการเสร็จสิ้น ร่างที่ไร่วิญญาณของย่าถูกฝังในที่ที่เขาสั่งเสียก่อนตายเป็นที่เรียบร้อย มินีกลับไปไม่ทันที่มองหน้าย่าเป็นครั้งสุดท้าย ครั้งสุดท้ายมินีเจอย่าเมื่อเดือนพฤษภาที่ผ่านมา มินีกลับใต้ เพราะสามีย้ายกลับมาทำงานที่บ้าน ไม่ได้อยู่กทมด้วยกันแล้ว มินีเลยถือโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านด้วยเลย และก่อนหน้านี้ ย่ามินีมาเที่ยวกทม. เมื่อเดือนเมษา โดยที่พ่อมินีขับรถยนต์ขึ้นมา ย่านั่งมาด้วย ย่าแก่มากแล้ว ทุกคนค้านไม่อยากให้ย่ามา แต่ย่ามินีบอกว่าจะมาแค่มาเยี่ยมมินีที่กทม มาหามินี และคงเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาคงจะได้มา

ถ่ายเมื่อตอนเดือนเมษา 52 มินีพาย่าไปเที่ยวสวนสยาม

เห็นกระเป๋าผ้านารายาที่ย่ามินีถือมั้ย? มินีซื้อให้เขาเมื่อตอนที่เขามาถึงกทม. มินีบอกเขาว่าซื้อให้ เห็นย่าชอบกระเป๋าผ้าแบบนี้ ย่าก็น่ารักมากๆ เขาแกะถุงใช้เลย จนวันสุดท้ายของเขา กระเป๋าใบนี้ก็อยู่กับเขา มินีเลยขอกับแม่ว่ามินีของเก็บกระเป๋าใบนี้ล่ะกันนะค่ะ เป็นที่ระลึก จนถึงวันนี้ มินีก็เอากระเป๋าใบนี้มาใช้

ตอนนี้ มินีเริ่มจะกลัวแล้วว่า ถ้าใครจะเป็นอะไรไปอีก แล้วมินียังอยู่ห่างกับพวกเขามากขนาดนี้ มินีจะทำยังไง? นี่ก็ Complicated อีกเช่นกัน...

มินีกลับมากทม เมื่อ 23 สิงหา ที่ผ่านมา มาถึงก็ลุยงานวันรุ่งขึ้นทันที งานยุ่งมาก แล้วมินีก็จะไม่ได้หยุดยาวเลย ต้องทำงานติดกัน 2 อาทิตย์ เพราะพี่อาร์ทต้องไปประจำที่อู่ตะเภา อืม...ดีที่สามีไม่ได้ขึ้นมาด้วย ไม่งั้น คงได้เป็นเรื่องกันอีกรอบ

วันก่อนต้องอยู่รอรับเครื่องตอน 2 ทุ่มกว่า ลูกค้าเจ้าประจำ เจ้าของเครื่องนิสัยดี แต่ลูกเรือไม่ไหวอ่ะ คนไทยแท้ๆ เวลาพูดจาเห็นเราเป็นขี้หรือไงก็ไม่รู้ แล้ววันนั้นอากาศแปรปรวนมาก จากที่ weather forecast มันไม่ได้แจ้งว่าจะมีฝนตกหนักเลยนะ แต่เอาเข้าจริงๆ ฝนมาจากไหนไม่รู้ ตกหนักมาก ตกแบบโกรธใครมา เครื่องบินลงไม่ได้ บินวนอยู่นั้นแหละ น้ำมันก็เหลือน้อยเต็มที พออากาศเปิด นักบินตัดสินใจเอาเครื่องลง ผู้โดยสารมีบ่นๆ ว่าอากาศแย่ ก็เป็นธรรมดาแหละเนอะ เป็นเรา เราก็บ่น แต่พอมินีเดินขึ้นไปคุยกับนักบิน นักบินมาโทษเราซะงั้นที่บอกว่าอากาศดี อ้าว! ความผิดกูหรือไงว่ะ กูก็ brief ตาม weather report นะ คุณเองก็อ่านข่าวอากาศ คุณยังไม่คิดว่าจะมีฝน มินีแจ้งไปว่ามี CB นะ เมฆฝน แต่ในข่าวอากาศไม่ได้แจ้งว่าเป็น TS (ฝนฟ้าคะนอง) แต่ที่ดอนเมืองตกหนักมาก แต่สุดท้าย เขาก็มาสรุปว่าเราผิด เออ เอากับมันสิ! นี่ก็ very complicated สุดๆ แล้วช่วงนี้ของชีวิต..........................

ตอนนี้กำลังคิดที่จะเลือกทำในสิ่งที่คนที่เรารักมากที่สุดอยากจะให้ทำ คือกลับไปใช้ชิวิตเรียบง่าย พอเพียงที่บ้าน กับคิดที่จะเลือกอยู่และทำงานที่เรารักมากที่สุด แล้วเราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะทำงานอื่นได้ดีกว่างานที่ทำอยู่ตอนนี้

เอาไงดี????

Complicated!  

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ง่ายๆ ลาออกเลย

#1 By สามี (118.173.202.46) on 2009-08-29 06:11

so complicated!! honey!

#2 By Flyaway by Minee on 2009-08-29 12:28

ท่าทางคุณมินีจะไม่เคยเจอระบบข้าม iso
555
ขอแสดงความเสียใจกับคุณย่าด้วยคนค่ะ

.
อิจจฉานะนี่มีคุณสามีมาตามคอมเม้ม!